ตั้งเสาเอก ลงเสาเอก พิธีตั้งเสาเอก
![]()
การตั้งเสาเอก ลงเสาเอก พิธีตั้งเสาเอกลงเสาเอก
เสาเอก คือเสาอะไร
ตอบคือ เสาต้นแรกที่เราตั้งขึ้นต้นแรก และต้องอยู่ด้านซ้ายเสมอ
เสาโท คือเสาอะไร
ตอบคือ เสาต้นสอง ที่ตั้งด้านขวาของเสาเอกเสมอ
ตามตำราโบราณการตั้งเสาเอกหรือว่าการลงเสาเอกอย่างสมัยก่อน
วันที่นิยมตั้งเสาเอกคือ วันจันทร์ วันพุธ หรือพฤหัสบดี
ส่วนเดือนที่ตั้งเสาเอกคือ
เดือนอ้าย เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๙ และ เดือน ๑๒
คราวนี้สำคัญที่สุดก็คือทิศทางของเสาเอก ว่าควรจะอยู่ตรงไหนของบ้าน โบราณเขาถือว่าแต่ละทิศจะมีหัวนาคหางนาคอยู่ อย่าตั้งในจุดที่เป็นหัวนาค เพราะว่างับคำเดียวเราก็หมดเลย..! อย่าตั้งในจุดหางนาค ถ้านาคสะบัดหางมาถึงก็กระจายเหมือนกัน เขาให้ตั้งในตำแหน่งที่เป็นท้องนาคไว้เสมอ
ตำแหน่งที่เป็นท้องนาคนั้นแต่ละเดือนก็ไม่เหมือนกัน เขาให้ยึดว่าถ้าเป็นเดือนอ้าย เดือนยี่ ตำแหน่งของท้องนาคจะอยู่ทิศอีสานของพื้นที่ คือตะวันออกเฉียงเหนือ ถ้าเป็นเดือน ๔ เดือน ๖ ก็จะอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ก็คือทิศอาคเนย์ ถ้าเป็นเดือน ๙ ก็จะเป็นทิศหรดีหรือตะวันตกเฉียงใต้ ถ้าเป็นเดือน ๑๒ ก็จะเป็นทิศพายัพ หรือตะวันตกเฉียงเหนือ
ส่วนโบราณจะมีเสาโทด้วย เสาโทจะอยู่ทางขวามือของเสาเอกเสมอ ในเมื่อรู้ทิศตั้งเสาเอกขึ้นมาแล้ว จะให้ถูกต้องให้มีเสาโทด้วย เสาเอกเสาโทจริงๆ เขาเปรียบเหมือนผู้หญิงกับผู้ชาย เครื่องประดับเสาไม่ว่าจะเป็น กล้วย อ้อย ใบเงิน ใบทอง แก้ว แหวน อะไรก็ตาม เหมือนกันหมดทุกอย่าง ยกเว้นอย่างเดียวว่า เสาเอกนอกจากผูกผ้าสีแล้วให้มีผ้าขาวม้า แต่ถ้าเสาโทนอกจากผูกผ้าสีแล้ว ให้ใช้ผ้าอื่นที่ลักษณะเหมือนกับผ้าสไบก็ได้ผูกเอาไว้แทน จะได้แยกชัดเจนว่านี่เสาผู้ชายเป็นพ่อบ้าน นี่เสาผู้หญิงเป็นแม่บ้าน ถ้าทำอย่างนี้แล้วเรื่องของข้าวของอะไรอื่นๆ ก็ไปจัดตามนั้นแหละ ถ้าจะเอาให้บ้านอยู่สุขอยู่เย็นจริงๆ
ถ้าหากว่าถูกทิศถูกทางเรื่องอื่นก็ไม่มีข้อห้ามอะไร สำคัญที่สุดคือเรื่องทิศ จำไว้แม่นๆ เลยนะ ปกติแล้วเขานิยมเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๙ กับเดือน ๑๒ แต่เขาบอกว่าถ้าสร้างบ้านเดือนอ้าย เดือนยี่ เดือน ๓ ให้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้าน เดือน ๔-๕-๖ ให้อยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของบ้าน เดือน ๗-๘-๙ ให้อยู่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของบ้าน ถ้าเดือน ๑๐-๑๑-๑๒ ให้อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของบ้าน อันนี่ว่ากันตามตำราโบราณ
ส่วนเสาโท ควรตั้งอยู่ด้านขวาของเสาเอก เสมอ ตั้งอยู่ในตัวบ้าน
พิธียกเสาเอก
ของใช้ในพิธี
- จัดโต๊ะหมู่บูชา ๑ ชุด พร้อมเครื่องสักการะ (ถ้าประสงค์)
- จตุปัจจัยไทยธรรมถวายพระ ๑ ชุด (กรณีนิมนต์พระมาประพรมน้ำมนต์ที่หลุม และเจริญชัยมงคลคาถา)
- เครื่องบูชาฤกษ์หรือสังเวยเทวดา (จัดย่อส่วนก็ได้ ดูพิธีวางศิลาฤกษ์)
- ใบทอง นาก เงิน อย่างละ ๓ ใบ
- เหรียญทอง เงิน อย่างละ ๙ เหรียญ
- ทรายเสก ๑ ขัน
- น้ำมนต์ ๑ ขัน (พร้อมกำหญ้าคา ๑ กำ)
- ด้ายสายสิญจน์ ๑ ม้วนเล็ก
- ทองคำเปลว ๓ แผ่น
- ผ้าแพรสีแดง ห่มเสา หรือผ้าขาวม้า ๑ ผืน
- หน่อกล้วย อ้อย อย่างละ ๑ หน่อ
- ไม้มงคล ๙ ชนิด (ถ้าประสงค์)
- แผ่นทอง นาก เงิน อย่างละ ๑ แผ่น
- ข้าวตอกดอกไม้ ๑ ขัน
ลำดับพิธี
- วางสายสิญจน์ เริ่มจากโต๊ะบูชาไปโต๊ะสังเวยขวาบริเวณสถานที่ก่อสร้างเข้าสู่เสาเอก (ก่อนเวลาฤกษ์พอสมควร)
เจ้าภาพ - จุดเทียนธูปที่โต๊ะหมู่บูชา อธิษฐานเพื่อเกิดสิริมงคล กราบพระ
- จุดเทียนธูปที่โต๊ะสังเวย บูชาเทวดาให้คุ้มครอง
พิธีกร - กล่าวสังเวยเทวดา
เจ้าภาพ - ตอกไม้มงคล ๙ ชนิด (ถ้ามี)
- วางแผ่นทอง นาก เงินในหลุมเสาเอก (ถ้ามี)
- นำใบทอง นาก เงิน และเหรียญทอง เงิน ลงก้นหลุมแล้วนิมนต์พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์
โปรยทรายเสกที่หลุมเสา
- เจิมและปิดทองเสาเอก
- ผูกหน่อกล้วย อ้อย และผ้าสีแดงหรือผ้าขาวม้าที่เสาเอก
- ถือด้ายสายสิญจน์ พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี
ช่าง - ช่วยกันยกเสาเอก จนตั้งเรียบร้อย (ขณะยกเสานั้นพระสงฆ์เจริญชัยมงคลคาถา) (ถ้ามี)
เจ้าภาพ - โปรยข้าวตอกดอกไม้ลงหลุมเสาเอก พร้อมทั้งญาติมิตรผู้ร่วมพิธี เสร็จพิธี
หมายเหตุ - ถ้ายกเสาเอกในเดือนอ้าย ยี่ สาม เสาเอก อยู่ทิศอีสาน
- ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๔ - ๕ - ๖ เสาเอก อยู่ทิศอาคเนย์
- ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๗ - ๘ - ๙ เสาเอก อยู่ทิศหรดี
- ถ้ายกเสาเอกในเดือน ๑๐ - ๑๑ - ๑๒ เสาเอก อยู่ทิศพายัพ
- เมื่อธูปที่โต๊ะสังเวยไหม้หมดดอก ให้ลาเครื่องสังเวยได้ว่า "เสสัง มังคะลัง ยาจามิ"
- หน่อกล้วย อ้อย เมื่อช่างเอาลงจากเสาแล้ว ให้นำไปปลูกไว้ในที่ต้องการ เพื่อเสี่ยงทายว่าจะงอกงามเพียงใด
- ถ้าจัดโต๊ะสังเวยไม่ได้ จะจัดเป็นสำรับบูชาพระภูมิเจ้าที่ธรรมดาก็ได้ และสิ่งประกอบอื่น ๆ
ก็เลือกเอาเท่าที่จำเป็นและหาได้ง่าย
ปีที่ปลูกเรือนเสริมสิริมงคล
ปลูกเรือนปีชวดยกเสาเอกให้เอาไม้ราชพฤกษ์ปักเสามุมแรก ก่อนยกเสาเอกเพื่อเอาฤกษ์เอาชัย และโปรยดอกไม้ 3 สีสีที่เป็นสิริมงคล ดอกกุหลาบ ดอกรัก ดอกพุทธ และบวงสรวงด้วยกล้วยที่เป็นมิ่งขวัญปีเกิด จะทำให้ อยู่เย็นเป็นสุขทำมาหากินเจริญยิ่งขึ้น
ปลูกเรือนปีฉลู ยกเสาเอกเอากล้วยและผ้าขาว พันเสาเอก เอากิ่งมะตูม 3 กิ่งปักที่เสาเอก และบวงสรวงด้วยลูกตาล ขนมฝอยทอง จะทำให้มีแต่สิ่งดี ๆเข้าบ้านและมีความสุขความเจริญ
ปลูกเรือนปีขาล ยกเสาเอกเอาข้าวสุก 3 กระทง และน้ำ 3 ขัน ขันเงิน ขันทอง ขันนาก รดที่ต้นเสาก่อนแล้วโปรย ดอกไม้ 3 ชนิด ดอกดาวเรืองดอกรัก ดอกบานไม่รู้โรย เพื่อเป็นเคล็ดให้ร่ำรวยอยู่เย็นเป็นสุข
ปลูกเรือนปีเถาะ ยกเสาเอกเอาใบตะเคียน ใบเฉียง ใบพร้าหอม ต้นกล้วย 1 ต้นห่อปลายเสาแล้วบวงสรวงด้วย หมูย่าง ปลายำจะทำให้รุ่งเรือง
ปลูกเรือนปีมะโรง ยกเสาเอกเอาใบมะกรูด และกำยานพันปลายเสาก่อนแล้วจึงยกเสาเอก แล้วโปรยดอกไม้มงคล 7 ชนิด ดอกรัก ให้รักใคร่กัน ดอกดาวเรือง ให้เจริญรุ่งเรือง ดอกบัว ให้มีคนนับถือดอกกุหลาบ ให้สุขสด ชื่น ดอกบานไม่รู้โรย ให้มั่งมีอย่างไม่รู้โรย ดอกพุทธให้พระคุ้มครอง ดอกมะลิ ให้อยู่เย็นเป็นสุข อธิษฐาน จะทำให้ร่ำรวย มั่งมีเป็นสุขตลอดไป
ปลูกเรือนปีมะเส็ง ยกเสาเอกเอาใบสิงห์ 2 กิ่งผูกที่ปลายเสา และข้าว 3 กระทง ธูปเทียนจุดบูชา ทั้งบูชาดอกกุหลาบ พวงมาลัย มะลิสดดอกรัก น้ำเย็น 6 ขัน แล้วพูดว่า มั่ง มี ศรี สุข ใช่ จึงยกเสาเอกจะทำให้รุ่งเรืองขึ้น
ปลูกเรือนปีมะเมีย ยกเสาเอกเอาใบขี้เหล็ก กวาดตั้งแต่ปลายเสาลงมาถึงโคนเสา 3 ครั้งแล้วเอาน้ำรดปลายเสา ให้อด ใจรอจนถึงเวลาไก่ขัน และบวงสรวง กล้วย มะพร้าว ส้มจงลงเสาเอก จึงจะร่มเย็นเป็นสุข
ปลูกเรือนปีมะแม ยกเสาเอกเอาใบเงิน 3 ใบ หมากผู้ 3 ใบหมากเมีย 3 ใบ แล้วเอาใบทั้งกล้วยอ้อยใส่ลงไปในหลุม ก่อน แล้วจึงยกเสาเอกแล้วบวงสรวง กล้วย อ้อย มะพร้าวขอพรจะเสริมสิริมงคลให้มีโชคลาภตลอดไป
ปลูกเรือนปีวอก ยกเสาเอกเอาเทียน 3 เล่มแปะทองผูกข้างเสาด้านหัวนอนก่อน และนำใบเงิน ใบทอง ใบนาก ลงฐานหลุมแล้วจึงยกเสาเอกจะทำให้มั่งมี ศรีสุข ตลอดกาล
ปลูกเรือนปีระกา ยกเสาเอก เอาข้าวตอกกับใบบัวบก มาใส่รองรับเอาไว้ในหลุมเสาเอก และเสารองหรือใส่ให้ครบ 4 ทิศจะเสริมมงคลให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข และบวงสรวงด้วย ข้าว แกง แอปเปิล ดอกบัวหลวง ขอพรจะทำให้มั่งมีศรีสุข
ปลูกเรือนปีจอ ยกเสาเอก เอาข้าวตอกกับใบบัวบก มาใส่รองรับเอาไว้ในหลุมเสาเอก หรือใส่ให้ครบ 4 ทิศ และบูชา ด้วยดอกบัวเหลวง จะทำให้มีคนอุปถัมภ์
ปลูกเรือนปีกุน ยกเสาเอกเอาดอกชบา 1 ดอกและดอกบัวอีก 1 ดอก ใส่หลุมเสาเอก แล้วลงเสาเอก ฤกษ์ 9.09น. จะทำให้มีความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
ข้อยกเว้นที่ห้ามใช้ฤกษ์
สำหรับคนเกิดวันต่างๆ ถึงจะมีในรายการฤกษ์ข้างบนก็ห้ามใช้เด็ดขาด เพราะเป็นวันศัตรูและกาลกิณีกับวันเกิด
1. ผู้เกิดวันอาทิตย์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันศุกร์และวันอังคาร
2. ผู้เกิดวันจันทร์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันอาทิตย์และวันพฤหัสบดี
3. ผู้เกิดวันอังคาร ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันจันทร์และวันอาทิตย์
4. ผู้เกิดวันพุธ (กลางวัน) ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันพุธ (กลางคืน)
5. ผู้เกิดวันพฤหัสบดี ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันเสาร์
6. ผู้เกิดวันศุกร์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันพุธ (กลางคืน) และวันเสาร์
7. ผู้เกิดวันเสาร์ ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันพุธ (กลางวัน) และวันศุกร์
8. ผู้เกิดวันพุธ (กลางคืน) ห้ามใช้ฤกษ์ที่เป็นวันพฤหัสบดีและวันพุธกลางวัน
ชนิดมีชื่อเป็นมงคลนาม ดังนี้
1. ไม้ราชพฤกษ์ หมายถึง ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา
2. ไม้ขนุน หมายถึง หนุนให้ดีขึ้นร่ำรวยขึ้น ทำอะไรจะมีผู้ให้การเกื้อหนุน
3. ไม้ชัยพฤกษ์ หมายถึง การมีโชคชัย ชัยชนะ
4. ไม้ทองหลาง หมายถึง การมีเงินมีทอง
5. ไม้ไผ่สีสุก หมายถึง มีความสุข
6. ไม้ทรงบาดาล หมายถึง ความมั่นคง หรือทำให้บ้านมั่นคงแข็งแรง
7. ไม้สัก หมายถึง ความมีศักดิ์ศรี ความมีเกียรติ
8. ไม้พะยูง หมายถึง การพยุงฐานะให้ดีขึ้น
9. ไม้กันเกรา หมายถึง ป้องกันภัยอันตรายต่าง ๆ หรืออีกชื่อหนึ่งว่าตำเสา ซึ่งอาจหมายถึง ทำให้เสาเรือนมั่นคง
ไม้ มงคลเหล่านี้จะลงอักขระที่เรียกว่า หัวใจพระอิติปิโส ได้แก่ อะ สัง วิ สุ โล ปุ สะ พุ ภะ ลงบนท่อนไม้ชนิดละอักขระ พร้อมทั้งปิดทองทั้ง 9 ท่อน โดยปักวนจากซ้ายไปขวา (ทักษิณาวรรต)
9. ผ้าสามสี (ผูกเสา)
7. ไม้กรันเกรา เชื่อว่า จะป้องกันภัยอันตรายให้แก่ผู้คน และสถานที่นั้นๆ
แถวที่ 1 จะช่วยให้ผลดีทางแก้ฮวงจุ้ย ที่อยู่อาศัย ทางสามแพ่ง ซอยตัน ประตูตรงกันหรือธรณีศาลต้องโทษ
แถวที่ 2 จะหนุนดวง เช่น ดวงตก ดวงขาด พระศุกร์เข้าพระเสาร์แซก ทำอะไรก็ไม่ดี จะทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นดี
แถวที่ 3 กันของจำพวกคุณไสย กันคนปล่อยของ ถูกของ กันผี กันสาง กันเสนียดจันไร ยกตัวอย่างเช่น คนที่ถูกรถชนตายหรือตายก่อนกำหนด วิญญาณไม่ไปผุดไปเกิด เร่ร่อนอยู่ตามถนนหนทางได้รวมตัวกันที่ทางสามแพร่งหรือทางสามแยก เวลาเราขับรถผ่านสถานที่นั้น วิญญาณพวกนี้จะมาบังตาทำให้เกิดอุบัติเหตุ แถวที่ 3 ป้องกันได้ดีนัก
แถวที่ 4 เป็นแถวแห่งโชคลาภและความสำเร็จ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็ช่วยให้ประสบความสำเร็จไปด้วยดี
แถวที่ 5 เป็นแถวแห่งเสน่ห์มหานิยม เป็นที่เมตตาของผู้คนที่พบเห็น